การเลี้ยงแมลง BSF ในไทย
ปัจจุบันประเทศไทยมองเห็นศักยภาพหนอนแมลง Black Soldier Fly-BSF ในการผลิตอาหารสัตว์ และมีการศึกษาพัฒนาการเลี้ยงเพื่อผลิตอาหารสัตว์แล้วหลายโครงการในรูปแบบโครงการนำร่อง (Pilot Program) และมีการเลี้ยงตามบ้านในหลายพื้นที่ แต่ยังไม่มีการเลี้ยงเป็นระบบอุตสาหกรรมครบวงจรแบบในต่างประเทศ
ดังนั้นการเปิดตัวฟาร์มเพาะแมลง Black Soldier Fly-BSF และโรงงานผลิตอาหารสัตว์จากหนอนแมลง BSF ของบริษัท แพชชั่น สเปซ จำกัด PASSION SPACE CO.,LTD จึงเป็นการพัฒนาการเลี้ยงไปสู่การลงทุนในรูปแบบอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์มีทางเลือกอาหารโปรตีนสำหรับสัตว์เลี้ยง เนื่องจากโปรตีนที่ผลิตจาก BSF ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีเปอร์เซ็นต์โปรตีนสูง สะอาด และปราศจากสิ่งเจือปนอื่นๆ
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญของ PASSION SPACE ได้แบ่งการเลี้ยงเป็น 4 วัตถุประสงค์หลักดังนี้
1.1 เลี้ยงเพื่อแปรรูปเป็นอาหารสัตว์หรือวัตถุดิบอาหารสัตว์เพื่อส่งเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์
1.2 เลี้ยงเพื่อแปรรูปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง หรือแปรรูปเพื่อเป็นอาหารเสริมในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และสัตว์เลี้ยง หรือแปรรูปใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง
1.3 เลี้ยงเพื่อใช้ในการกำจัดขยะอินทรีย์
1.4 เลี้ยงเพื่อนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์หรือวัตถุดิบในอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนภายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
วัตถุประสงค์ทั้ง 4 ข้อ มีผลต่อต้นทุนที่แตกต่างกันตามต้นทุนของอาหารที่นำมาเลี้ยงหนอน (และมาตรฐานต่างๆในอนาคต)
1) การเลี้ยงเพื่อวัตถุประสงค์ในข้อ (1.1) อาหารที่นำมาเลี้ยงหนอน BSF ต้องสามารถควบคุมคุณภาพทั้งในแง่ของปริมาณและสารอาหารที่สม่ำเสมอ ของต้องไม่ขาด สารอาหารไม่เหวี่ยง เพราะหนอน BSF ควรจะต้องมีปริมาณและสารอาหารที่สม่ำเสมอ มีความเหมาะสมในการนำไปเป็นอาหารสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์ในระดับอุตสาหกรรม
หมายความว่า อาหารที่ใช้ต้องมีคุณค่าทางโภชนการดี เลี้ยงหนอนได้ดี โตเร็ว มีขนาดสม่ำเสมอ และวันที่เก็บหนอนต้องตรงเวลาในระยะใกล้เคียงกันในแต่ละรอบ ทำให้สามารถวางแผนการผลิตได้
อาหารรูปแบบนี้จะมีราคา แต่แลกมาด้วยอัตราแลกเนื้อ (FCR) ต่ำ (ถือเป็นข้อดี)
ยกตัวอย่าง
อาหารชนิดหนึ่ง (สารอาหารเหมาะสม) ราคา กก. ละ 3 บาท นำมาเลี้ยงหนอนจนถึงระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ที่ อายุ 15 วัน มี FCR ที่ 2:1 (ให้อาหาร 2 หน่วย ได้หนอนสดระยะเก็บเกี่ยว 1 หน่วย)
# ใช้อาหาร 2 กก = ได้ หนอนสด 1 กก
# 3 บาท x 2 กก = 6 บาท คือ ต้นทุน หนอนสด 1 กก.
หมายเหตุ ราคาอาหารที่นำมาเลี้ยงหนอน อาจแตกต่างกัน ต่ำหรือสูงขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณสารอาหาร และความต้องการของตลาด ซึ่งสารอาหารจะมีผลต่อค่า FCR ที่มีผลโดยตรงต่อต้นทุน
หนอนอบแห้ง หรือ หนอนบดผง
อัตราส่วนหนอนสด : หนอนอบแห้ง
5 กก. หนอนสด : 1 กก. หนอนแห้ง (อัตราส่วนโดยประมาณ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงได้)
5 กก. หนอนสด = 30 บาท
ดังนั้น 30 บาท คือต้นทุนเฉพาะวัตถุดิบ หนอนอบแห้งหรือหนอนบดผง
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมต้นทุนอื่นๆ เช่น ค่าโรงเรือน ค่าขนส่ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรงงาน ค่าอุปกรณ์ ถุงบรรจุ ค่าทำมาตรฐานการผลิต (ถ้ามี) และ ยังไม่รวม บวกเปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องการ และภาษี (ถ้ามี) เพื่อตั้งเป็นราคาขาย และอื่นๆ
เมื่อคำนวณตัวเลขคร่าวๆ แล้วจะเห็นได้ว่า การผลิตเพื่อวัตถุประสงค์ ข้อ 1.1 ต้องใช้การผลิตปริมาณมาก เพื่อลดต้นทุนราคาวัตถุดิบ ผลิตมาก สามารถต่อรองราคาอาหารหนอน ต้นทุนจะลดลง ราคาขายจะสามารถถูกลงได้ เพราะการเลี้ยงหนอนตามวัตถุประสงค์ข้อ 1.1 ต้องแข่งขันกับ ปลาป่น หรือกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักเดิม ที่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ถ้าราคาหนอน BSF อบแห้งหรือหนอน BSF ผง เท่ากันหรือถูกกว่า รวมทั้งมีปริมาณที่สม่ำเสมอและคุณค่าทางโภชนาการที่ดี ก็จะสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ได้
หวังว่า ข้อมูลจะเป็นไอเดีย ให้ผู้ที่สนใจเลี้ยงแมลง BSF เพื่อวัตถุประสงค์ ข้อ 1.1 ได้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
จากแนวคิดและการบริหารจัดการมาตรฐานอุตสาหกรรมข้างต้น บริษัท บีเอสเอฟ ฟาร์ม จำกัด ได้นำมาสู่การปฏิบัติจริงภายในฟาร์มสาธิตของเรา เพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ด้านคุณภาพและประสิทธิภาพของการนำหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly - BSF) มาใช้เป็น "วัตถุดิบเสริม" ร่วมกับอาหารหลัก โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือ "ความมั่นใจในแหล่งที่มา" โดยหนอน BSF ที่เรานำมาผสมในสูตรอาหารนั้น มาจากโรงงานผลิตของเราเอง ทำให้สามารถควบคุมมาตรฐานและความสะอาดได้ในทุกรอบการผลิต การนำมาใช้เป็นส่วนเสริมร่วมกับอาหารหลัก
จะช่วยเติมเต็มคุณค่าทางโภชนาการให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้รับประโยชน์สูงสุดทั้งจากอาหารหลักและสารอาหารพิเศษจากตัวหนอน
เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพน้ำและกลิ่นโคลนที่มักพบในการเลี้ยงแบบดั้งเดิม ฟาร์มของเราเลือกใช้เทคโนโลยี Biofloc (BFT) ระบบการเลี้ยงสมัยใหม่ที่อาศัยกระบวนการทางชีวภาพเข้ามาช่วยบำบัดน้ำเสียและเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นแหล่งโปรตีน ทำให้เราสามารถเลี้ยงปลาได้อย่างหนาแน่นโดยที่น้ำยังสะอาด ปลอดจากโรคที่มากับดิน และได้เนื้อปลาที่ไร้กลิ่นโคลน
หลักการทำงานคือการสร้าง "ตะกอนจุลินทรีย์" (Floc) ภายในบ่อ โดยการเติมแหล่งคาร์บอนเพื่อกระตุ้นให้จุลินทรีย์ชนิดดีเจริญเติบโต จุลินทรีย์เหล่านี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนของเสียจากมูลปลาและเศษอาหารให้กลับมาเป็นโปรตีนธรรมชาติในรูปของตะกอน ซึ่งปลาสามารถกินเป็นอาหารเสริมได้ทันที ช่วยให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดมลพิษในบ่อเลี้ยง
ประโยชน์ของการใช้แมลง BSF เป็นวัตถุดิบร่วมกับอาหารหลักในการเลี้ยงปลาดุก
ที่ บีเอสเอฟ ฟาร์ม เราเลือกใช้แนวทางการเลี้ยงแบบผสมผสาน โดยนำหนอนแมลงวันลาย (BSF) ที่เราเพาะเลี้ยงเอง มาใช้เป็น วัตถุดิบเสริม ร่วมกับอาหารสูตรหลัก เพื่อให้ปลาดุกได้รับสารอาหารที่เพียงพอและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต โดยมีข้อดีที่สังเกตได้จริงในฟาร์มของเรา
1.1) เพิ่มความสมบูรณ์ของสารอาหาร
หนอน BSF เป็นแหล่งโปรตีนและไขมันที่ดี เมื่อนำมาใช้ร่วมกับอาหารหลัก จะช่วยเติมเต็มสารอาหารให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น ทำให้ปลาดุกได้รับโภชนาการที่เหมาะสม ส่งผลให้ปลามีการเจริญเติบโตที่สม่ำเสมอและมีรูปร่างสมส่วนตามเกณฑ์
1.2) ช่วยเสริมสุขภาพสัตว์น้ำ
ในตัวหนอน BSF มีกรดไขมันชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "กรดลอริก (Lauric Acid)" และมีสาร "ไคติน" จากเปลือกตามธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพปลา ทำให้ปลาแข็งแรงและมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น ช่วยลดอัตราการสูญเสียระหว่างการเลี้ยง
1.3) ปลากินอาหารได้ดีขึ้น
เนื่องจากหนอน BSF มีกลิ่นธรรมชาติที่ปลาคุ้นเคย การผสมหนอนลงไปช่วยดึงดูดความสนใจ ทำให้ปลาดุกกินอาหารได้ดีและต่อเนื่อง ลดปัญหาอาหารเหลือค้างในบ่อ ซึ่งช่วยลดภาระในการบำบัดน้ำเสียไปในตัว
1.4) ได้เนื้อปลาที่มีคุณภาพ
การได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ทั้งจากอาหารหลักและไขมันดีจากหนอน BSF มีผลต่อคุณภาพเนื้อปลา ทำให้ได้เนื้อปลาดุกที่มีความแน่น ไม่เหลว และเมื่อเลี้ยงในระบบน้ำที่จัดการอย่างดี เนื้อปลาจึงสะอาด เหมาะสำหรับการนำไปประกอบอาหาร
เช่นเดียวกับในสัตว์น้ำ ทาง บีเอสเอฟ ฟาร์ม ได้นำแนวคิดการใช้วัตถุดิบเสริมมาประยุกต์ใช้กับสัตว์ปีก ทั้งในกลุ่ม "ไก่เนื้อ" และ "ไก่ไข่" ภายในฟาร์ม
ที่ บีเอสเอฟ ฟาร์ม เราให้ความสำคัญกับโภชนาการที่สมดุล โดยเลือกใช้แนวทางการเลี้ยงแบบผสมผสาน เรายังคงใช้อาหารเม็ดมาตรฐานเป็นหลัก แต่ได้เพิ่ม หนอน BSF (ในสัดส่วน 15-20%) เข้าไปเป็นวัตถุดิบเสริมในมื้ออาหาร เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยงให้ดียิ่งขึ้น
1. ส่งเสริมพฤติกรรมตามธรรมชาติ
ไก่เป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณในการคุ้ยเขี่ยและกินแมลง การผสมหนอน BSF ลงในอาหารช่วยกระตุ้นให้ไก่มีความตื่นตัวและได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ ช่วยลดความเครียดภายในโรงเรือน ส่งผลให้ไก่มีการขยับตัวเคลื่อนไหวและมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์
2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
ในตัวหนอน BSF อุดมไปด้วยไขมันดีและสารอาหารที่ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ไก่มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ลดโอกาสการเจ็บป่วย และช่วยลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย
3. ยกระดับคุณภาพเนื้อและไข่
การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งจากอาหารหลักและหนอน BSF ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลผลิต